สาเหตุของเด็กฟันผุ มาจากผู้ใหญ่จริงหรือ?

เคยแปลกใจไหม? เวลาเห็นเด็กฟันผุ ฟันหลอก่อนที่ฟันน้ำนมจะหลุดเองตามธรรมชาติ….หลายคนคิดว่า เพราะพฤติกรรมของเด็ก อาจชอบอมข้าว กินขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว ลูกอม หรือ น้ำอัดลม….หรือไม่ก็ไม่ชอบแปรงฟันก่อนนอน….ซึ่งก็มีส่วนถูกบ้าง…แต่มีอีกเหตุผลนึงใหญ่ๆ ที่ใครหลายคนไม่รู้…ซึ่งถ้ารู้แล้วอาจ อึ้งว่า…จริงหรือ? ที่ฟันผุของเด็ก เกี่ยวกับผู้ใหญ่ที่มีฟันผุด้วย…แท้จริงเป็นอย่างไร มีเหตุผลอธิบายให้เข้าใจได้อย่างไร ไปรู้พร้อมๆ กันเลยค่ะ 9 สาเหตุของฟันผุ ที่อ่านแล้วต้องร้อง อ๋อ! 1. กินอาหารประเภทน้ำตาล/คาร์โบไฮเดรต/แป้งเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาหารเหล่านี้ขอบอกว่าทำให้ฟันผุได้ง่ายกว่าช็อกโกแลตเสียอีก 2. ฟันผุติดต่อได้ทางน้ำลาย ไม่น่าเชื่อจริงๆ แต่เชื่อเถอะ…ว่าฟันผุจัดเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตร็ปโตค็อกคัส มิวแทนส์ ซึ่งจะย่อยแป้งและน้ำตาลที่ติดตามซอกฟัน ทำให้สารเคลือบฟันโดนทำลาย 3. พ่อแม่ป้อนข้าวลูก สำหรับเด็กเล็กอายุ 3-6 ขวบ มักมีปัญหาฟันผุถึงร้อยละ 60-80 เป็นเพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับแบคทีเรียทางน้ำลายจากพ่อแม่ที่ป้อนข้าวลูก ไม่ว่าจะด้วยการกัดอาหาร การเป่าอาหาร หรือการเคี้ยวอาหารป้อนให้เด็ก 4. สัมผัสน้ำลายของผู้มีฟันผุ หลายคนอาจอึ้งว่า…การจูบที่ริมฝีปาก (ซึ่งบางคนทำจริงๆ) หรือใช้หลอดดูดน้ำ หรือแม้กระทั่งช้อนที่ตักข้าวให้เด็กกินเป็นคันเดียวกับผู้เป็นโรคฟันผุ ก็สามารถเกิดการสัมผัสน้ำลายได้ ซึ่งจะนำพาเชื้อแบคทีเรียตามไปด้วย 5. ไม่แปรงฟันก่อนนอน  ปกติน้ำลายทำหน้าที่ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกรวมถึงแบคทีเรียตามผิวฟันไปได้ส่วนหนึ่ง แต่เวลากลางคืนมีน้ำลายน้อย…

12 ต้นเหตุ อาการปวดหลัง แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

  อายุแค่ 30 ต้นๆ ก็รู้สึกปวดหลัง ปวดเอวซะแล้ว…นี่เราแก่แล้วหรือเนี๊ยะ….หากคุณประสบปัญหาเช่นเดียวกัน คือ รู้สึกทรมานกับอาการปวดหลัง ปวดเอว ทั้งที่ไม่ได้ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาหนักๆ ทำกิจกรรมอะไรที่เสี่ยงกับอาการปวดหลังเลย….หากคุณคิดเช่นนั้น ลองมาตรวจเช็คกันหน่อยดีไหมว่า….12 สิ่งเหล่านี้ คุณทำเป็นประจำโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า? 1. นั่งและยืนหลังค่อม ซึ่งทำให้กระดูกเกิดความผิดปกติ กล้ามเนื้อก็จะเกร็งค้าง บอกเลยว่านี่เป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง ปวดเมื่อยบริเวณหัวไหล่และสะโพก 2. ยืนโดยทิ้งน้ำหนักไปที่ขาข้างเดียว บางคนไม่รู้ตัวว่ากำลังยืนแบบนี้ เพราะเป็นผลทำให้ขาข้างนั้นต้องรับน้ำหนักมาก ร่างกายสูญเสียความสมดุล นอกจากเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังแล้วอาจทำให้เกิดอาการปวดขาหรือเป็นตะคริว 3. นั่งท่าเดิมนานๆ โดยเฉพาะการนั่งหน้าจอบนโต๊ะของหนุ่มสาวออฟฟิศ เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อล้า เพราะต้องทำงานเพียงมัดเดียว ซ้ำไปซ้ำมา จนเกิดอาการอักเสบ และปวดหลังตามมา 4. การนั่งไขว่ห้าง โดยเฉพาะสาวๆ ทั้งหลาย การนั่งไขว่ห้างก่อให้เกิดการกดทับของก้นข้างใดข้างหนึ่ง เป็นผลให้กระดูกสันหลังและบริเวณอุ้งเชิงกรานคดงอได้ 5. นอนคว่ำเป็นประจำ อีกหนึ่งสาเหตุของอาการปวดหลัง เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากโดยเฉพาะบริเวณเอว รวมถึงการนอนคว่ำให้นวดตามสปา หรือนวดแผนโบราณก็ไม่ดี เพราะกระดูกสันหลังจะยิ่งแอ่น อาการปวดหลังก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ใครที่แก้ปัญหาปวดหลังด้วยการไปนวด เห็นทีต้องหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำให้นวดโดยด่วน 6. ไอและจามรุนแรง ข้อนี้หลายๆ คนอาจคาดไม่ถึง…

11 นิสัย สายตาพัง แบบไม่รู้ตัว

  มองไปทางไหน ก็เห็นแต่คนใส่แว่นสายตา…บ้างสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง หรือแม้แต่ตามโรงพยาบาล คลีนิคหมอตา ก็มีผู้ป่วยเข้าไปรับการรักษามากมาย…เลยเป็นที่มาของความสงสัยว่า…เหตุใด คนถึงมีปัญหาสายตากันมากขึ้น….และนี่คือคำตอบของพฤติกรรมที่ทำให้เกิดปัญหาสายตา ที่หลายๆ คนอาจมองข้าม หรือคาดไม่ถึง พฤติกรรมทำให้สายตาเสีย สายตาพัง 1. ไม่สวมแว่นตากันแดดเวลาขับรถ หรืออยู่กลางแดดจ้า เพราะรังสียูวีเดี๋ยวนี้ต้องบอกว่า แรงและอันตรายสุดๆ 2. ใช้สายตาในที่มืด ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ หรือดูโทรทัศน์ หรือแม้แต่เล่นโทรศัพท์มือถือในที่มืด ล้วนทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและม่านตาต้องทำงานหนัก มีความเสี่ยงจะสายตาสั้น หรือถึงขั้นเส้นประสาทตาถูกทำลายได้ 3. อ่านหนังสือขณะนั่งรถที่กำลังวิ่ง หรือแม้แต่การอ่าน-เล่นโซเชียลบนโทรศัพท์มือถือ เพราะสายตาต้องเพ่งตลอดเวลาตามแรงสั่นสะเทือนของรถที่วิ่ง 4. นอนอ่านหนังสือ เพราะจกล้ามเนื้อดวงตาต้องทำงานหนัก ต้องปรับโฟกัสระยะห่างของตัวหนังสือที่ไม่คงที่ตลอดเวลา อีกทั้งทำให้ร่างกายอ่อนเพลียง่าย 5. อยู่ติดหน้าจอนานเกินไป ไม่ว่าจะหน้าจอทีวี จอคอม หรือจอมือถือ โดยรังสีจากหน้าจอเหล่านี้จะเข้าไปทำลายดวงตาแล้วยังทำให้สายตาล้า ตาแห้ง ปวดหัว มองภาพไม่ชัด นานๆ ไปอาจทำให้ประสาทจอเสื่อม ทำลายประสาทจอได้ 6. ไม่ถอดคอนแทกต์เลนส์นอน เป็นพฤติกรรมที่อันตรายต่อดวงตามาก เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ดวงตาติดเชื้อได้ง่ายถึง 70% หากเรื้อรังนานไปอาจทำให้ตาบอด การใส่คอนแทกต์เลนส์เป็นเวลานาน…

พฤติกรรม 10 อย่าง นำมาซึ่งน้ำหนักขึ้นแบบพุ่งพรวด

  เคยสงสัยกันไหมว่า?….จู่ๆ น้ำหนักขึ้นพุ่งพรวด ทั้งที่ไม่ได้ทานอะไรเยอะแยะเลย…เป็นเพราะอะไร? วันนี้เรามีที่มาของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการกินมากอย่างเดียว แต่จะมีอะไรกันบ้าง เราไปตรวจเช็คพฤติกรรมของตนเองกันเลยค่ะ 10 นัสัย ตัวการทำให้อ้วน 1. กินแต่อาหารไขมันต่ำ  เอ…ดูแล้วก็น่าจะดีหนิ กินอาหารที่ระบุว่าเป็น Low Fat หรือ ไขมัน 0% แต่ขอบอกว่าแม้อาหารจะมีไขมันต่ำก็จริง แต่ยังมีปริมาณน้ำตาลสูง ต้นเหตุของไขมันส่วนเกินล้วนๆ 2. กินบุฟเฟต์แบบคุ้มค่า เป็นใครไปทานบุฟเฟ่ต์ก็เพื่อไปทานอย่างเต็มที่ ทานน้อยๆ พอให้อิ่มจะไปทานบุฟเฟ่ต์ทำไม ว่าไหม? แต่นั่นแหละ ทานเกินพอดี ทานเกินจำเป็น สุดท้ายก็เหลือเป็นไขมันสะสมไงจ๊ะ…. 3. กินเพราะเสียดาย อันนี้ผู้เขียนก็เป็น เพราะถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็กให้ทานให้หมด อย่าเหลือทิ้ง แต่พออายุมากขึ้น เห็นทีต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ตักน้อย ทานพอดี เหลือจริงๆ ก็เก็บไว้มื้อต่อไป หรือเก็บไม่ได้ ก็จำเป็นต้องทิ้ง ดีกว่ามาหาวิธีเอาออก…บอกเลย ยากสุดๆ 4. เครียดแล้วต้องกิน อันนี้ถือว่าน่ากลัวที่สุด เพราะจริงๆ แล้ว มีอีกหลายวิธีที่จะระบายความเครียด ไม่จำเป็นต้องกินอย่างเดียว…

ทำเลย 10 พฤติกรรม ถ้าอยากถูกทักว่า “ดูแก่กว่าวัย”

  อ่านใน facebook ของ sukkaphap-d.com ที่แชร์เรื่องของพฤติกรรมที่ทำโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้หน้าดูแก่กว่าวัยแล้ว…ทำให้ต้องรีบประเมินตนเองเลยว่าเผลอทำไปกี่ข้อ…แล้วแอบส่องกระจกว่า หน้าตาดูเท่าวัย หรือแก่กว่าวัย ส่วนอ่อนกว่าวัยนั้นคงยาก…เพราะงานที่ทำ กับ สภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ คงยากที่จะทำให้ดูอ่อนกว่าวัย…แต่เอาน่า…ให้หนังหน้าดูสมกับวัย กับอายุ ไม่แซงหน้าอายุปัจจุบันก็ถือว่าโอละ…ส่วนใครที่อยากรู้ว่า นิสัย พฤติกรรมอะไรบ้างที่ทำให้ “ดูแก่” มาตรวจเช็คกันเลยค่ะ 10 อย่างที่ทำบ่อยๆ ทำนานๆ ไป หน้าแก่ก่อนวัย 1. ตากแดดจัดเป็นเวลานาน 2. ไม่ทาครีมกันแดดทุกวัน 3. มีความเครียดและหงุดหงิด 4. สูบบุหรี่เป็นนิสัย 5. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 6. นอนดึก นอนไม่เป็นเวลา 7. นอนตะแคงเสมอ 8. แต่งหน้าจัด แต่งหน้าบ่อย 9. ดื่มน้ำน้อย 10. กินอาหารรสหวานเป็นประจำ รู้พฤติกรรมกันไปแล้ว แต่หากอยากรู้รายละเอียดว่า…ทำไมแต่ละข้อถึงทำให้ หน้าดูแก่กว่าวัย ก็ลองคลิกไปอ่านรายละเอียด ไม่อยากดู “หน้าแก่ก่อนวัย” ก็จงหลีกเลี่ยงการทำสิ่งนี้!! ต่อได้เลยค่ะ แต่หากใครทำเป็นประจำ…

Emerald Oil คือคำตอบของน้ำมันพืชที่มีประโยชน์

คุณรู้หรือไม่ว่า…น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารของคนยุคนี้ไม่ได้ต้องการเพียงคุณสมบัติช่วยทำให้อาหารสุกเท่านั้น แต่ยังต้องการสิ่งที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น และลดสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ให้น้อยลง แล้วคุณมีคำตอบของน้ำมันที่ว่านี้อยู่ในใจหรือยัง? หากยัง หรือยังกำลังมองหา…เรามีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หากได้รู้ถึงคุณสมบัติ และสรรพคุณแล้ว จะต้องรักอย่างแน่นอน…. เหตุใดต้องเลือก Emerald Oil? Emerald Oil ผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำมันพืชที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนรักษ์สุขภาพได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นน้ำมันผสมที่ได้นำเอาคุณสมบัติเด่นของน้ำมันพืชแต่ละชนิดมารวมกัน จนเกิดเป็นน้ำมันพืชผสมที่มีกรดไขมันชนิดดีและวิตามินจำเป็นซึ่งเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ที่สำคัญยังมีประโยชน์ช่วยเพิ่มไขมันดี ลดไขมันมีประโยชน์น้อย ทำให้ความเสี่ยงจะเกิดโรคลดลงด้วย วิธีเลือกใช้น้ำมันกับประเภทของการปรุงอาหาร อาหารที่เป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆ คือ ของทอดที่ใช้น้ำมันท่วมทอด แต่เมื่อใช้ Emerald Oil สูตรทอดกรอบ Deep Frying Blend ฉลากสีแดง น้ำมันปาล์มโอเลอินผสมน้ำมันถั่วเหลืองซึ่งนอกจากใช้ทอดอาหารได้ที่ความร้อนสูง และมีจุดเกิดควันสูงแล้ว ยังช่วยลดไขมันอิ่มตัวได้ 40% รวมทั้งมีวิตามินอีในปริมาณสูง และไม่มีส่วนผสมของไขมันทรานส์ซึ่งเป็นไขมันที่น่ากลัวมากที่สุด ส่วนการทอดและผัดอาหารที่ไม่ใช้ความร้อนมาก Emerald Oil สูตรทอดและผัด Nutri Blend ฉลากสีน้ำตาล เหมาะสมที่สุด เพราะเป็นน้ำมันปาล์มโอเลอินผสมน้ำมันคาโนลาซึ่งมีจุดเดือดต่ำทำให้ใช้ความร้อนน้อยๆ ได้ สามารถปรุงอาหารได้หลากหลายประเภท ไม่มีสารกันหืนและอุดมด้วยกรดไขมันจำเป็นอย่างโอเมก้า 3, 6 และ 9 เป็นผลดีต่อผู้มีความเสี่ยงของโรคมะเร็ง โรคหัวใจ…

อยากสมองสดใส…หลีกเลี่ยง 10 นิสัยเหล่านี้!!

  อ่านเจอใน free copy เล่มนึง เห็นว่ามีประโยชน์ จึงอยากเอามาเล่าแชร์ให้เพื่อนๆ ได้รู้ ได้ระวัง…เพราะพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำโดยไม่รู้ตัว แต่อาจส่งผลต่อสมองได้… สมอง คืออวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่ควบคุม และสั่งการการเคลื่อนไหว พฤติกรรม อีกทั้งรักษาสมดุลภายในร่างกาย สำหรับหน้าที่ของสมองยังเกี่ยวกับการรับรู้ อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้ การเคลื่อนไหว และความสามารถอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้  แต่คนเรามักไม่รู้ตัวเองว่าพฤติกรรมบางอย่างที่กระทำลงไป นอกจากจะเป็นการทำร้ายร่างกายของเราแล้ว ยังทำร้ายสมองอย่างคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียวส่วนจะมีพฤติกรรม นิสัยอะไรกันบ้าง ไปตรวจเช็คตัวเองด่วนๆ 1. ไม่ทานข้าวเช้า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อมได้ 2. ทานอาหารมากเกินไป  ทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น 3. ทานของหวานมากเกินไป  จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีน และสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหาร รวมถึงขัดขวางการพัฒนาของสมอง 4. สูบบุหรี่  เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อ และเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ 5. มลภาวะ  การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อย ส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง 6. การอดนอน หากอดนอนเป็นเวลานาน จะทำให้เซลล์สมองตาย 7….

บำรุงเลือด ดูแลหัวใจ ด้วย สรรพคุณดีๆ จาก “เม็ดบัว”

  หลายๆ คนอาจคาดไม่ถึงว่า “เม็ดบัว” ที่เป็นเม็ดสีขาวที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกสีเขียว จะมีสรรพคุณทางยาสามารถช่วยบำรุงเลือดได้ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะช่วยได้ แต่พอลองทานติดต่อกันพักนึงก็รู้สึกว่า ระบบเลือด ประจำเดือนก็มาเป็นปรกติขึ้น…สำหรับคนที่มักมีอาการวิงเวียน หน้ามืด หรือมีอาการแน่นหน้าอก จากปัญหาเลือดน้อย ขอแนะนำเจ้าเม็ดบัว สมุนไพรพื้นบ้าน ที่ทานง่าย มันๆ อร่อย แถมราคาก็ไม่แพง สรรพคุณทางวิทยาศาสตร์ของเม็ดบัวนั้น อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบอยู่ถึงประมาณ 23 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งมีเกลือแร่ ฟอสฟอรัส และยังมีสรรพคุณ บำรุงสมอง บำรุงประสาท บำรุงไต ช่วยรักษาอาการท้องร่วง และบิดเรื้อรัง…สรรพคุณพื้นบ้านที่ใช้กันคือ เป็นยาบำรุงเลือด หรือ เพิ่มเลือดนั่นเอง ส่วนการทานเม็ดบัวเพื่อบำรุงเลือด จะมีข้อแม้ ข้อควรระวังคือ…ต้องทานเม็ดบัวสดเท่านั้น เม็ดบัวที่ผ่านการแปรรูปมาแล้ว หรือนำมาต้มให้สุก ที่เห็นในของหวานจะใช้ไม่ได้ผล หรือแม้แต่เม็ดบัวเชื่อมที่ใส่ในไอศกรีมก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นการทานที่ถูกต้องและได้ผล 100% คือ ต้องทานสด ส่วนการหาซื้อฝักบัวสดก็จะมีขายเป็นกำๆ ตามตลาด โดยปกติฝักบัว 1 ฝักจะมีเม็ดบัวอยู่ในฝักประมาณ 7-10 เม็ด…

“แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม” ผลไม้เพื่อสุขภาพ

หลายคนพอได้ยินประโยค “แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม” ก็พาให้นึกถึงกิจกรรมสนุกๆ ในยามเข้าค่าย หรือตอนรับน้อง ที่ให้ออกไปเต้นท่าผลไม้ทั้ง 4 ไม่ได้…แต่วันนี้เราไม่ได้จะมาพูดถึงกิจกรรมเต้น “แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม” แต่จะกล่าวถึง…ทำไมผลไม้ทั้ง 4 จึงเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เราไม่ควรมองข้าม ก่อนอื่นเลย ขอบอกว่า ผลไม้ทั้ง 4 ชนิด “แอปเปิ้ล มะละกอ กล้วย ส้ม” เป็นผลไม้ที่หาซื้อได้ง่าย ราคาถูก (หากเทียบกับ กีวี สตรอเบอร์รี่ บูลเบอร์รี่ เชอรี่ ผลไม้จากนอกทั้งหลาย) แถมยังมากด้วยคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เหมาะสำหรับการใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ กินแอปเปิ้ล ช่วยให้อยู่ท้อง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะพลังงานที่ได้จากผลไม้ชนิดนี้ค่อนข้างต่ำและแบบค่อยเป็นค่อยไป แหล่งพลังงานของแอปเปิ้ลคือ น้ำตาลฟรักโตส จัดเป็นน้ำตาลที่เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้าๆ ในร่างกาย ช่วยให้ไม่รู้สึกหิว อิ่มนาน ผลที่ตามมาก็คือ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูงเร็วเหมือนกินขนมหวาน นอกจากเหมาะกับคนอ้วนหรือคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนักแล้ว ยังเหมาะกับคนไข้เบาหวานอีกด้วย กินมะละกอ ช่วยให้ขับถ่ายดี…

ห้ามพลาด!! Bike Lane แห่งใหม่ในสวนรถไฟ

  “จักรยาน” เป็นเครื่องมือสำหรับการออกกำลังกายที่ดีอีกสิ่งหนึ่งของคนเรา เพราะไม่ว่าจะเป็นเพศไหนวัยใดก็สามารถจะมีสุขภาพดีกันได้ง่ายๆ ด้วยการปั่นจักรยาน ไม่ว่าจะปั่นไปทำงาน ไปเรียนปั่นออกไปซื้อกับข้าวหน้าปากซอย หรือจะไปปั่นจักรยานเล่นเพื่อความสนุกและเพลิดเพลินตามสวนสาธารณะใกล้ๆ บ้าน วันนี้เราจึงมีเส้นทางใหม่ในการปั่นจักรยานสำหรับนักปั่นที่ชอบปั่นด้วยความเร็วมาแนะนำกันด้วย ที่แห่งนั้นก็คือ “สวนรถไฟ” หรือสวนวชิรเบญจทัศ ที่คนส่วนใหญ่ต้องรู้จักกันดีนั่นเอง และหลายคนคงจะคิดว่าปกติสวนรถไฟเขามีเลนสำหรับปั่นจักรยานอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? ปั่นเพื่อสุขภาพ…พร้อมชมธรรมชาติ แต่เราอยากบอกว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ทางสวนรถไฟได้มีการปรับปรุงเส้นทางจักรยานโซนใหม่เสร็จเรียบร้อย และพร้อมให้บริการเพื่อการปั่นจักรยานด้วยความเร็วโดยเฉพาะ เพื่อคนเมืองที่ไม่ค่อยมีพื้นที่ในการปั่นจักรยานและไม่ปลอดภัยมากนัก ด้วยระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร มีความกว้างของเลนประมาณ 3 เมตร ที่สำคัญสามารถจะปั่นด้วยความเร็วระดับ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้แล้ว จากเดิมที่ให้ความเร็วแค่ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งนอกจากเราจะได้ออกกำลังกายแล้ว ยังมีภาพสวยงามจากธรรมชาติของสองข้างทางไว้เป็นอาหารตาได้ชื่นชมกันไปด้วย นับเป็นเส้นทางสำหรับการปั่นจักรยานโซนใหม่ของสวนรถไฟที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เพราะที่สวนรถไฟเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ เป็นสถานที่ทำกิจกรรมหรือได้เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตอีกมากมาย อาทิ สนามบาสเกตบอล สนามเทนนิส ศูนย์กีฬา เมืองจราจรสำหรับเด็ก และสวนผีเสื้อให้เราและคนในครอบครัวซึ่งอาจติดภารกิจในชีวิตประจำวันไม่สามารถไปสัมผัสต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวๆ ในที่ไกลๆ ได้ แล้วยิ่งมีเส้นทางเพื่อการปั่นจักรยานโดยเฉพาะเพิ่มเข้ามาก็ยิ่งเป็นสถานที่ที่น่าสนใจมากขึ้น หากในวันหยุดสุดสัปดาห์ไหนใครมีเวลาว่างๆ หรือเคยมาปั่นจักรยานที่สวนรถไฟบ้างแล้ว แต่ยังไม่เคยมาสัมผัสกับเส้นทาง Bike Lane ในสวนรถไฟละก็ เราอยากให้มาลองปั่นจักรยานที่นี่กันอีกสักครั้ง แล้วต่อไปอาจจะได้มาอีกเรื่อยๆ…

“ดอกไม้สมุนไพร” รักษาโรคแบบเอาอยู่

จากการโพสต์  “อัศจรรย์ ของ ดอกไม้สมุนไพร“….ก็มีหลายคนให้ความสนใจ ถามกันมามากว่า…นำไปใช้รักษาโรคได้จริงหรือนี่…ไม่เคยรู้มาก่อน…จึงเป็นที่มาของโพสต์ (ภาคต่อ ภาค 2) วันนี้…ที่นำเอา “ดอกไม้สมุนไพร” ดอกไม้ที่เราเห็น เราคุ้นเคย แต่มีสรรพคุณเป็น “ดอกไม้รักษาโรค” ได้อย่างไม่น่าเชื่อ มาฝากเพิ่มเติมจากตอนที่แล้ว…. ส่วนจะมีดอกอะไรบ้าง…ควรนำมาปลูกไว้ตรงไหนของบ้าน…มีหน้าตา ลักษณะของดอกเป็นอย่างไร (บางชนิดอาจเพิ่งเคยได้ยินชื่อ) นำมารักษาโรคใดได้บ้าง…งานนี้ขอบอกว่า มีแต่ดอกไม้ที่น่าสนใจทั้งนั้น ถ้าไม่อ่าน ไม่รู้…ถือว่า พลาดอย่างแรง…. 15 ชนิด ดอกไม้สมุนไพร…รักษาโรคได้ แบบไม่น่าเชื่อ 12 สรรพคุณ…ประโยชน์ของดอกคำฝอย ลดโรค ลดไขมัน และลดน้ำหนัก 12 สรรพคุณ…ประโยชน์ของดอกประยงค์ ยาเย็นแก้กระหายน้ำ ลดไข้ และช่วยขับสารพิษ 12 สรรพคุณ…ประโยชน์ของดอกชมจันทร์ ดอกไม้ช่วยลดน้ำหนัก ยาระบายสำหรับคนท้องผูก 13 สรรพคุณ…ประโยชน์ของดอกกุหลาบมอญ ดูแลหัวใจให้แข็งแรง ช่วยร่างกายกระชุ่มกระชวย 14 สรรพคุณ…ประโยชน์ของดอกหอมหมื่นลี้ กระตุ้นให้สมองสดชื่น เป็นเครื่องมือลดน้ำหนักที่ดี 14 สรรพคุณ…ประโยชน์ของดอกกระดังงา กลิ่นหอมรัญจวนใจ กล่อมร่างกายให้หลับสบาย 14…

อัศจรรย์ของ “ดอกไม้สมุนไพร”

ถึงฤดูดอกไม้บานทีไร…ที่ไหน….สถานที่เหล่านั้นก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ชวนให้นักท่องเที่ยวอยากไปเก็บภาพบรรยากาศ เก็บอารมณ์แสนสบายในสถานที่นั้นๆ… และหากนึกถึงทุ่งดอกไม้แสนสวยแล้วละก็….ใครหลายคน อาจนึกถึง …..ทุ่งดอกทานตะวัน ในจังหวัดราชบุรี …..ทะเลบัวแดง ในจังหวัดอุดรธานี …..ดอกบัวตอง ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน …..ดอกพญาเสือโคร่ง ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ หรือหากไกลกว่านั้น ในต่างแดนก็ไม่พลาดที่จะนึกถึง……. …ดอกซากุระ ในญี่ปุ่น …ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ ในฝรั่งเศส …สวนดอกทิวลิป ประเทศเนเธอร์แลนด์…ฯลฯ ซึ่งดอกไม้แต่ละชนิด ล้วนแต่มีเอกลักษณ์ ความโดดเด่นและความสวยงามแตกต่างกันออกไป…และที่สำคัญคือ “ดอกไม้” หลายๆ ชนิด มิได้เป็นเพียงแค่ดอกไม้ที่ให้ความสวยงาม ความสดชื่น แก่คนที่ได้เห็น ได้ชมเท่านั้น แต่รู้หรือไม่ว่า “ดอกไม้” จัดเป็นพืชสมุนไพรได้อีกด้วยนะ….เพราะดอกไม้สมุนไพรบางประเภทถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์ สกัดเป็นยา ใช้ต้านเชื้อโรค เชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี หรือแม้แต่ที่เห็นกันประจำคือ….ดอกไม้ บางชนิด สามารถนำมาปรุงอาหาร ทานเพื่อเพิ่มโภชนาการ ดูแลสุขภาพ ปรับสมดุลในร่างกายได้อีกด้วย…. ด้วยเหตุนี้…เราชาวสุขภาพดี จึงอยากนำเสนออีกแง่มุมของ “ดอกไม้” ที่หลายคนมองข้าม หรือยังไม่รู้เกี่ยวกับดอกไม้แต่ละชนิดว่า สามารถนำมาใช้ดูแลสุขภาพได้อย่างไร….ใช้รักษาโรคใด…และใช้ส่วนใดของดอกไม้ชนิดนั้นๆ…. เชื่อแน่ว่า…หากคุณได้รู้จักความอัศจรรย์ของดอกไม้สมุนไพรเหล่านี้แล้วละก็…จะต้องหลงรัก “ดอกไม้” มากกว่า แค่ความสวย ที่คุณเห็นและสัมผัสได้อย่างแน่นนอน…