Emerald Oil ทางเลือกใหม่แด่คนรักษ์สุขภาพ

สังเกตุว่าสมัยนี้ผู้คนหันมาใส่ใจกับการเลือกใช้น้ำมันในการปรุงอาหารกันมากขึ้น เพราะได้ทราบและเข้าใจแล้วว่าวิธีการปรุงอาหารแต่ละประเภทนั้น จำเป็นต้องเลือกใช้น้ำมันอย่างเหมาะสมด้วย ลำพังแค่เป็นน้ำมันที่ช่วยปรุงอาหารให้สุกได้ อาจไม่เพียงพอแล้ว…และยิ่งสถิติของผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคมะเร็งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เลยต้องตะหนักถึงการเลือกกิน เลือกปรุงกันมากขึ้น…แล้วจะมีวิธีเลือกน้ำมันปรุงอาหารอย่างไร ให้ปลอดภัย สุขภาพดี เรามีเคล็ดลับมาบอกค่ะ….. ทำไมต้องเลือก “Emerald Oil” มาเป็นผู้ช่วยปรุงอาหาร? Emerald Oil คือน้ำมันผสมที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยการปรับสมดุลของน้ำมันเพื่อการนำไปใช้งานได้ง่ายและสะดวกขึ้น โดยเฉพาะการผัดและทอดซึ่งไม่ควรใช้ความร้อนมาก หรือของทอดต่างๆ ที่ต้องใช้ความร้อนสูง หากเราใช้น้ำมันไม่เหมาะสมก็อาจเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายอย่างโรคหัวใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคอ้วน เป็นต้น เนื่องจากน้ำมันแต่ละชนิดมีจุดเกิดควันต่ำและสูงแตกต่างกันไป ดังนั้น จึงนำมาสู่การผลิตน้ำมันผสมทางเลือกใหม่ของการดูแลสุขภาพในแบบฉบับ Emerald Oil ใครชอบของทอดแบบน้ำมันท่วมให้มองหา Emerald Oil ฉลากสีแดง สูตรสำหรับทอด Deep Frying Blend น้ำมันผสมระหว่างน้ำมันปาล์มโอเลอินกับน้ำมันถั่วเหลือง จึงมีคุณสมบัติช่วยลดกรดไขมันอิ่มตัวลง 40% มีจุดเกิดควันสูง สามารถทนความร้อนได้มาก อุดมด้วยวิตามินอีถึง 20% ซึ่งเพียงพอกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน แต่ถ้าเป็นการผัดและทอดอาหารทั่วไปต้องเลือก Emerald Oil ฉลากสีน้ำตาล สูตรสำหรับทอดและผัด Nutri…

8 พฤติกรรม ทำประจำ “ต้นขาใหญ่” ได้นะสาวๆ

  ต้นขาใหญ่มาจากกรรมพันธุ์? คำตอบคือ ไม่ใช่ทั้งหมด…สาวๆ บางคนรูปร่างเล็ก ผอมๆ แต่มีปัญหาช่วงล่างใหญ่ ต้นขาใหญ่ เพราะมีไขมันสะสมบริเวณต้นขา สะโพกมาก ซึ่งหากจะลด ก็ถือว่ายากพอสมควร (ยากพอๆ กับลดพุง) และที่สาวๆ ยังไม่รู้คือ พฤติกรรมบางอย่างที่เราทำประจำ ล้วนเป็นที่มาของ “ต้นขาใหญ่” แบบไม่รู้ตัว ชักอยากรู้แล้วสิว่า พฤติกรรมอะไรบ้างที่ทำให้ต้นขาใหญ่ อย่ารอช้า รีบไปรู้แบบด่วนจี๋กันเลย 1. ทานอาหารรสจัด โดยส่วนใหญ่อาหารรสจัด ทั้งหวาน เปรี้ยว เผ็ด ล้วนกลบรสเค็ม ที่ซ่อนเอาไว้ และเจ้าโซเดียมรสเค็มนี่แหละที่ทำให้เกิดการอุ้มน้ำไว้ภายในเนื้อเยื่อ ใต้ผิว ตัวการที่ทำให้ขาเผละๆ ใหญ่ๆ 2. อาหารแคลอรีสูง โดยเฉพาะของทอด อันนี้ไม่บอกก็รู้ว่า น้ำมันทั้งนั้น กินแล้วก็ไปสะสมตรงพุง ต้นขา สะโพก ไม่เอาออกก็ถูกสะสมจนเป็นไขมันไงหล่ะ 3. ดื่มน้ำน้อยในแต่ละวัน เพราะหากขาดน้ำ ระบบเผาผลาญและการขับของเสียทำงานได้ไม่ดี ไขมันตามต้นขา สะโพกก็เบิร์นออกไม่ได้ แม้จะออกกำลังกายก็ตาม 4. นั่งไขว่ห้างเป็นประจำ รวมถึงการยกขาวางไว้บนโต๊ะด้วย…

ทานข้าวอิ่มๆ ห้ามเสี่ยงทำ 9 สิ่งนี้ เพราะอะไร?

  เคยได้ยินอยู่เหมือนกันว่า ห้ามอาบน้ำหลังกินข้าวเสร็จ ห้ามออกกำลังกาย และห้ามนอน แต่ให้เดินย่อย….แต่ ก็ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่า ห้ามเพราะอะไร ทำให้เสียสุขภาพอย่างไร? และมีสิ่งอื่นๆ อีกไหมที่ห้ามทำหลังกินข้าวอิ่มๆ….วันนี้ ได้รู้คำตอบ พร้อมคำอธิบาย เลยร้อง อ๋อ…เป็นแบบนี้นี่เอง งั้นคราวต่อไป ต้องงดซะแล้ว….จะมีอะไรกันบ้าง ลองดูกันเลยค่ะ 9 สิ่ง ควรเลี่ยง ห้ามทำหลังทานข้าวเสร็จ 1. อาบน้ำหลังจากกินอาหารอิ่ม เพราะการอาบน้ำจะไปทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ย่อยอาหารได้ไม่ดี เนื่องจากการอาบน้ำมีผลกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และรบกวนบริเวณท้อง 2. กินผลไม้ตามทันที อันนี้ทำเป็นประจำ ตามความคุ้นเคย เพราะกินของคาวแล้ว ก็อยากจะมีของหวาน หรืออะไรตบท้าย ล้างปากซะหน่อย ไม่งั้นรู้สึกไม่อิ่ม แต่นี่เป็นสิ่งที่ผิด  และไม่ดีเลย เพราะเมื่ออาหารยังย่อยไม่เสร็จ แต่มีผลไม้เข้าไป ก็จะเกิดการหมักหมม ทำให้เกิดท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมในกระเพาะอาหาได้ 3. อิ่มปุ๊บก็นอนปั๊บ แม้จะเป็นการนอนเล่นๆ นอนดูทีวี ก็ไม่ได้ เพราะการนอนจะทำให้ลำไส้ไม่สารถย่อยอาหารได้สะดวก และส่งผลทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อนได้อีกด้วย 4. กินอิ่มปุ๊บทำงานปั๊บ สำหรับคนขยัน…

สาเหตุของเด็กฟันผุ มาจากผู้ใหญ่จริงหรือ?

เคยแปลกใจไหม? เวลาเห็นเด็กฟันผุ ฟันหลอก่อนที่ฟันน้ำนมจะหลุดเองตามธรรมชาติ….หลายคนคิดว่า เพราะพฤติกรรมของเด็ก อาจชอบอมข้าว กินขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว ลูกอม หรือ น้ำอัดลม….หรือไม่ก็ไม่ชอบแปรงฟันก่อนนอน….ซึ่งก็มีส่วนถูกบ้าง…แต่มีอีกเหตุผลนึงใหญ่ๆ ที่ใครหลายคนไม่รู้…ซึ่งถ้ารู้แล้วอาจ อึ้งว่า…จริงหรือ? ที่ฟันผุของเด็ก เกี่ยวกับผู้ใหญ่ที่มีฟันผุด้วย…แท้จริงเป็นอย่างไร มีเหตุผลอธิบายให้เข้าใจได้อย่างไร ไปรู้พร้อมๆ กันเลยค่ะ 9 สาเหตุของฟันผุ ที่อ่านแล้วต้องร้อง อ๋อ! 1. กินอาหารประเภทน้ำตาล/คาร์โบไฮเดรต/แป้งเป็นส่วนประกอบ ซึ่งอาหารเหล่านี้ขอบอกว่าทำให้ฟันผุได้ง่ายกว่าช็อกโกแลตเสียอีก 2. ฟันผุติดต่อได้ทางน้ำลาย ไม่น่าเชื่อจริงๆ แต่เชื่อเถอะ…ว่าฟันผุจัดเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตร็ปโตค็อกคัส มิวแทนส์ ซึ่งจะย่อยแป้งและน้ำตาลที่ติดตามซอกฟัน ทำให้สารเคลือบฟันโดนทำลาย 3. พ่อแม่ป้อนข้าวลูก สำหรับเด็กเล็กอายุ 3-6 ขวบ มักมีปัญหาฟันผุถึงร้อยละ 60-80 เป็นเพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับแบคทีเรียทางน้ำลายจากพ่อแม่ที่ป้อนข้าวลูก ไม่ว่าจะด้วยการกัดอาหาร การเป่าอาหาร หรือการเคี้ยวอาหารป้อนให้เด็ก 4. สัมผัสน้ำลายของผู้มีฟันผุ หลายคนอาจอึ้งว่า…การจูบที่ริมฝีปาก (ซึ่งบางคนทำจริงๆ) หรือใช้หลอดดูดน้ำ หรือแม้กระทั่งช้อนที่ตักข้าวให้เด็กกินเป็นคันเดียวกับผู้เป็นโรคฟันผุ ก็สามารถเกิดการสัมผัสน้ำลายได้ ซึ่งจะนำพาเชื้อแบคทีเรียตามไปด้วย 5. ไม่แปรงฟันก่อนนอน  ปกติน้ำลายทำหน้าที่ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกรวมถึงแบคทีเรียตามผิวฟันไปได้ส่วนหนึ่ง แต่เวลากลางคืนมีน้ำลายน้อย…

12 ต้นเหตุ อาการปวดหลัง แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

  อายุแค่ 30 ต้นๆ ก็รู้สึกปวดหลัง ปวดเอวซะแล้ว…นี่เราแก่แล้วหรือเนี๊ยะ….หากคุณประสบปัญหาเช่นเดียวกัน คือ รู้สึกทรมานกับอาการปวดหลัง ปวดเอว ทั้งที่ไม่ได้ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาหนักๆ ทำกิจกรรมอะไรที่เสี่ยงกับอาการปวดหลังเลย….หากคุณคิดเช่นนั้น ลองมาตรวจเช็คกันหน่อยดีไหมว่า….12 สิ่งเหล่านี้ คุณทำเป็นประจำโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า? 1. นั่งและยืนหลังค่อม ซึ่งทำให้กระดูกเกิดความผิดปกติ กล้ามเนื้อก็จะเกร็งค้าง บอกเลยว่านี่เป็นสาเหตุของอาการปวดหลัง ปวดเมื่อยบริเวณหัวไหล่และสะโพก 2. ยืนโดยทิ้งน้ำหนักไปที่ขาข้างเดียว บางคนไม่รู้ตัวว่ากำลังยืนแบบนี้ เพราะเป็นผลทำให้ขาข้างนั้นต้องรับน้ำหนักมาก ร่างกายสูญเสียความสมดุล นอกจากเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังแล้วอาจทำให้เกิดอาการปวดขาหรือเป็นตะคริว 3. นั่งท่าเดิมนานๆ โดยเฉพาะการนั่งหน้าจอบนโต๊ะของหนุ่มสาวออฟฟิศ เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อล้า เพราะต้องทำงานเพียงมัดเดียว ซ้ำไปซ้ำมา จนเกิดอาการอักเสบ และปวดหลังตามมา 4. การนั่งไขว่ห้าง โดยเฉพาะสาวๆ ทั้งหลาย การนั่งไขว่ห้างก่อให้เกิดการกดทับของก้นข้างใดข้างหนึ่ง เป็นผลให้กระดูกสันหลังและบริเวณอุ้งเชิงกรานคดงอได้ 5. นอนคว่ำเป็นประจำ อีกหนึ่งสาเหตุของอาการปวดหลัง เพราะจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากโดยเฉพาะบริเวณเอว รวมถึงการนอนคว่ำให้นวดตามสปา หรือนวดแผนโบราณก็ไม่ดี เพราะกระดูกสันหลังจะยิ่งแอ่น อาการปวดหลังก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ใครที่แก้ปัญหาปวดหลังด้วยการไปนวด เห็นทีต้องหลีกเลี่ยงการนอนคว่ำให้นวดโดยด่วน 6. ไอและจามรุนแรง ข้อนี้หลายๆ คนอาจคาดไม่ถึง…

11 นิสัย สายตาพัง แบบไม่รู้ตัว

  มองไปทางไหน ก็เห็นแต่คนใส่แว่นสายตา…บ้างสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง หรือแม้แต่ตามโรงพยาบาล คลีนิคหมอตา ก็มีผู้ป่วยเข้าไปรับการรักษามากมาย…เลยเป็นที่มาของความสงสัยว่า…เหตุใด คนถึงมีปัญหาสายตากันมากขึ้น….และนี่คือคำตอบของพฤติกรรมที่ทำให้เกิดปัญหาสายตา ที่หลายๆ คนอาจมองข้าม หรือคาดไม่ถึง พฤติกรรมทำให้สายตาเสีย สายตาพัง 1. ไม่สวมแว่นตากันแดดเวลาขับรถ หรืออยู่กลางแดดจ้า เพราะรังสียูวีเดี๋ยวนี้ต้องบอกว่า แรงและอันตรายสุดๆ 2. ใช้สายตาในที่มืด ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ หรือดูโทรทัศน์ หรือแม้แต่เล่นโทรศัพท์มือถือในที่มืด ล้วนทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาและม่านตาต้องทำงานหนัก มีความเสี่ยงจะสายตาสั้น หรือถึงขั้นเส้นประสาทตาถูกทำลายได้ 3. อ่านหนังสือขณะนั่งรถที่กำลังวิ่ง หรือแม้แต่การอ่าน-เล่นโซเชียลบนโทรศัพท์มือถือ เพราะสายตาต้องเพ่งตลอดเวลาตามแรงสั่นสะเทือนของรถที่วิ่ง 4. นอนอ่านหนังสือ เพราะจกล้ามเนื้อดวงตาต้องทำงานหนัก ต้องปรับโฟกัสระยะห่างของตัวหนังสือที่ไม่คงที่ตลอดเวลา อีกทั้งทำให้ร่างกายอ่อนเพลียง่าย 5. อยู่ติดหน้าจอนานเกินไป ไม่ว่าจะหน้าจอทีวี จอคอม หรือจอมือถือ โดยรังสีจากหน้าจอเหล่านี้จะเข้าไปทำลายดวงตาแล้วยังทำให้สายตาล้า ตาแห้ง ปวดหัว มองภาพไม่ชัด นานๆ ไปอาจทำให้ประสาทจอเสื่อม ทำลายประสาทจอได้ 6. ไม่ถอดคอนแทกต์เลนส์นอน เป็นพฤติกรรมที่อันตรายต่อดวงตามาก เพราะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้ดวงตาติดเชื้อได้ง่ายถึง 70% หากเรื้อรังนานไปอาจทำให้ตาบอด การใส่คอนแทกต์เลนส์เป็นเวลานาน…

พฤติกรรม 10 อย่าง นำมาซึ่งน้ำหนักขึ้นแบบพุ่งพรวด

  เคยสงสัยกันไหมว่า?….จู่ๆ น้ำหนักขึ้นพุ่งพรวด ทั้งที่ไม่ได้ทานอะไรเยอะแยะเลย…เป็นเพราะอะไร? วันนี้เรามีที่มาของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการกินมากอย่างเดียว แต่จะมีอะไรกันบ้าง เราไปตรวจเช็คพฤติกรรมของตนเองกันเลยค่ะ 10 นัสัย ตัวการทำให้อ้วน 1. กินแต่อาหารไขมันต่ำ  เอ…ดูแล้วก็น่าจะดีหนิ กินอาหารที่ระบุว่าเป็น Low Fat หรือ ไขมัน 0% แต่ขอบอกว่าแม้อาหารจะมีไขมันต่ำก็จริง แต่ยังมีปริมาณน้ำตาลสูง ต้นเหตุของไขมันส่วนเกินล้วนๆ 2. กินบุฟเฟต์แบบคุ้มค่า เป็นใครไปทานบุฟเฟ่ต์ก็เพื่อไปทานอย่างเต็มที่ ทานน้อยๆ พอให้อิ่มจะไปทานบุฟเฟ่ต์ทำไม ว่าไหม? แต่นั่นแหละ ทานเกินพอดี ทานเกินจำเป็น สุดท้ายก็เหลือเป็นไขมันสะสมไงจ๊ะ…. 3. กินเพราะเสียดาย อันนี้ผู้เขียนก็เป็น เพราะถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็กให้ทานให้หมด อย่าเหลือทิ้ง แต่พออายุมากขึ้น เห็นทีต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ตักน้อย ทานพอดี เหลือจริงๆ ก็เก็บไว้มื้อต่อไป หรือเก็บไม่ได้ ก็จำเป็นต้องทิ้ง ดีกว่ามาหาวิธีเอาออก…บอกเลย ยากสุดๆ 4. เครียดแล้วต้องกิน อันนี้ถือว่าน่ากลัวที่สุด เพราะจริงๆ แล้ว มีอีกหลายวิธีที่จะระบายความเครียด ไม่จำเป็นต้องกินอย่างเดียว…

ทำเลย 10 พฤติกรรม ถ้าอยากถูกทักว่า “ดูแก่กว่าวัย”

  อ่านใน facebook ของ sukkaphap-d.com ที่แชร์เรื่องของพฤติกรรมที่ทำโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้หน้าดูแก่กว่าวัยแล้ว…ทำให้ต้องรีบประเมินตนเองเลยว่าเผลอทำไปกี่ข้อ…แล้วแอบส่องกระจกว่า หน้าตาดูเท่าวัย หรือแก่กว่าวัย ส่วนอ่อนกว่าวัยนั้นคงยาก…เพราะงานที่ทำ กับ สภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ คงยากที่จะทำให้ดูอ่อนกว่าวัย…แต่เอาน่า…ให้หนังหน้าดูสมกับวัย กับอายุ ไม่แซงหน้าอายุปัจจุบันก็ถือว่าโอละ…ส่วนใครที่อยากรู้ว่า นิสัย พฤติกรรมอะไรบ้างที่ทำให้ “ดูแก่” มาตรวจเช็คกันเลยค่ะ 10 อย่างที่ทำบ่อยๆ ทำนานๆ ไป หน้าแก่ก่อนวัย 1. ตากแดดจัดเป็นเวลานาน 2. ไม่ทาครีมกันแดดทุกวัน 3. มีความเครียดและหงุดหงิด 4. สูบบุหรี่เป็นนิสัย 5. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 6. นอนดึก นอนไม่เป็นเวลา 7. นอนตะแคงเสมอ 8. แต่งหน้าจัด แต่งหน้าบ่อย 9. ดื่มน้ำน้อย 10. กินอาหารรสหวานเป็นประจำ รู้พฤติกรรมกันไปแล้ว แต่หากอยากรู้รายละเอียดว่า…ทำไมแต่ละข้อถึงทำให้ หน้าดูแก่กว่าวัย ก็ลองคลิกไปอ่านรายละเอียด ไม่อยากดู “หน้าแก่ก่อนวัย” ก็จงหลีกเลี่ยงการทำสิ่งนี้!! ต่อได้เลยค่ะ แต่หากใครทำเป็นประจำ…